วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทึกครั้งที่ 4


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4
วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2562
เวลา 09:00 - 12:-00 น.

❤ ความรู้ที่ได้รับ

การสื่อสารกับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย

One-Way Communication การสื่อสารทางเดียว

Two-way Communication การสื่อสารสองทาง

Verbal Communication การสื่อสารเชิงวัจนะภาษา

Non-Verbal Communication การสื่อสารเชิงอวัจนะภาษา

personal Communication การสื่อสารส่วนบุคคล

Intrapersonal Communication การสื่อสารระหว่างบุคคล

Mass Communication การสื่อสารมวลชน

Channel ช่องทางการส่งสาร

Clarity of audience ความสามารถของผู้รับสาร

Clearly ความชัดเจน


 ความหมายของการสื่อสาร

     การสื่อสาร (Communication) คือ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูล จาก ผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสาร มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ

     การติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารให้มีความเข้าใจ ที่ตรงกันเพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่มีความสุข

 ความสำคัญของการสื่อสาร
1.ทำให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม

2.ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย

3.ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น

4.ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ

5.ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต

รูปแบบของการสื่อสาร

รูปแบบการสื่อสารของอริสโตเติล (Aristotle’s Model of Communication)



รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล (Lasswell’s Model of Communication)



รูปแบบการสื่อสารของแชนนอนและวีเวอร์ (Shannon & Weaver’s Model of Communication)


รูปแบบการสื่อสารของออสกูดและชแรมม์ (C.E Osgood and Willbur Schramm’s )



รูปแบบการสื่อสารของเบอร์โล (Berlo’s Model of Communication)


องค์ประกอบของการสื่อสาร

1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)

2. ข้อมูลข่าวสาร (Message)

3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)

4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers)

5. ความเข้าใจและการตอบสนอง

ผู้ส่งสารและผู้รับสาร

•ผู้จัดกับผู้ชม •ผู้พูดกับผู้ฟัง

•ผู้ถามกับผู้ตอบ •คนแสดงกับคนดู

•นักเขียนกับนักอ่าน

•ผู้อ่านข่าวกับคนฟังข่าว

•คนเล่านิทานกับคนฟังนิทาน

 สื่อ 

     ใช้วิธีพูด-เขียน หรือการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้รูปภาพ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ โดยวิธีการติดต่อนั้นต้องใช้ตัวกลางต่างๆ เช่น คลื่นเสียง ตัวหนังสือ แผ่นกระดาษที่มีตัวหนังสือเขียน คลื่นวิทยุโทรทัศน์ ตัวกลางเหล่านี้เรียกว่า สื่อ โดยการสื่อสารนั้นสามารถใช้สื่อหลายๆอย่างได้พร้อมๆกัน เช่น การเรียน การสอน ต้องใช้ทั้งหนังสือ กระดาน ภาพ

สาร

     คือ เรื่องราวที่รับรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ข้อเท็จจริง ข้อแนะนำ การล้อเลียน ความปรารถนาดี ความห่วงใย มนุษย์จะแสดงออกมาให้เป็นที่รับรู้ได้ การสื่อสารจะเกิดขึ้นตามกาลเทศะ และสภาพแวดล้อมต่างๆในสังคม

ประเภทของการสื่อสาร

     ได้มีจำแนกประเภทของการสื่อสารไว้แตกต่างกันหลายลักษณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจำแนก ในที่นี้จะแสดงการจำแนกประเภทของการสื่อสาร โดยอาศัยเกณฑ์ในการจำแนกที่สำคัญ 3 ประการ คือ

1. จำแนกตามกระบวนการหรือการไหลของข่าวสาร

2. จำแนกตามภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงออก

3. จำแนกตามจำนวนผู้สื่อสาร

การสื่อสารกับตัวเอง

• การสื่อสารที่บุคคลเดียวเป็นทั้งผู้ส่งสารและรับสาร

• การคิดหาเหตุผลโต้แย้งกับตนเองในใจ

• เนื้อหาไม่มีขอบเขตุจำกัด

• บางครั้งมีเสียงพึมพำดังออกมาบ้าง

• บางครั้งเกิดความขัดแย้งในใจและไม่อาจตัดสินใจได้

• อาจเป็นการปลอบใจตนเอง การเตือนตนเอง การวางแผน หรือแก้ปัญหาใดๆ


การสื่อสารระหว่างบุคคล

• บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ถึงกับเป็นกลุ่ม

• เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบุคคล อาจไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

• อาจเป็นความลับระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารเท่านั้น

• สารที่สื่ออาจเปิดเผยหากมีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น


ธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง

ออเออร์บาค (Auerbach,1968) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของผู้ปกครองไว้ดังนี้

• ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้

•ผู้ปกครองมีความต้องการที่จะเรียนรู้

•ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสิ่งที่เขาสนใจ

•การเรียนรู้จะมีความหมายที่สุดก็ต่อเมื่อเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวของผู้ปกครอง

•การมีอิสระในการเรียนรู้จะทำให้ผู้ปกครองเรียนรู้ได้ดีที่สุด

•ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้ได้จากกันและกัน

• การให้ความรู้กับผู้ปกครองถือเป็นการให้ประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ปกครอง

พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง

ปัจจัยที่มีผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง

1.ความพร้อม คือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจที่จะเรียนรู้ โดยเตรียมความพร้อมในเรื่องดังนี้ พื้นฐานประสบการณ์เดิม สร้างความสนใจเห็นเห็นถึงความสำคัญของความรู้ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการเรียนรู้

2. ความต้องการ คือ ความต้องการให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข เช่น ต้องการให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง มีการศึกษาที่ดี

3. อารมณ์และการปรับตัว คือ แนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มี 2 ประเภทคือ อารมณ์ทางบวก เช่น ดีใจ พอใจ ฯลฯ อารมณ์ทางลบ เช่น โกรธ เสียใจ หงุดหงิด ซึ่งอารมณ์ทั้ง 2 นี้มีผลต่อการเรียนรู้ ดังนั้นควรปรับอารมณ์ให้เกิดความสมดุลพร้อมที่จะเรียนรู้

4. การจูงใจ หมายถึง การกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เช่น ต้องการรู้เพื่อแก้ปัญหาลูกหลาน ต้องการรู้เพื่อพัฒนาลูก ต้องการรู้เพื่อให้ลูกเป็นคนดี

5. การเสริมแรง คือ การสร้างความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ให้แก่ผู้ปกครอง เช่น คำชมเชย รางวัล ฯลฯ

6. ทัศนคติและความสนใจ คือ การที่บุคคลมีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าต่างๆ เช่น

- จัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ทำให้ผู้ปกครองพอใจและสนุกกับการเรียนรู้

- ช่วงเวลาในการจัดให้ความรู้ ควรมีเวลาที่สะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม

7. ความถนัด คือ ความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อุปสรรคที่สำคัญของการสื่อสาร

•ผู้ส่งข่าวสารขาดทักษะในการสื่อสารที่ดี เช่นใช้ภาษาที่อยากแก่การเข้าใจ หรือไม่เหมาะแก่ผู้รับ

•ข้อมูลข่าวสารมากเกินไป

•ได้ข่าวสารไม่ครบสมบูรณ์ ทำให้สื่อความหมายผิดๆ

•ข้อมูลที่ส่งไปผ่านหลายขั้นตอน

•เลือกใช้เครื่องมือในการส่งข่าวสารไม่เหมาะสม

•รีบเร่งด่วนสรุปข่าวสารเร็วเกินไป ขาดการไตร่ตรอง

•ผู้รับข่าวสารไม่ทบทวน หรือสอบถามให้เข้าใจเมื่อสงสัย

•อารมณ์ของผู้รับ หรือผู้ส่งอยู่ในสภาพไม่ปกติ

•ผู้ส่งหรือผู้รับมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

 7 C กับการสื่อสารที่ดี

•Credibility

ความน่าเชื่อถือ : สามารถทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารนั้น ๆ

•Content

เนื้อหาสาระ : มีสาระให้เกิดความพึงพอใจ เร่งเร้าและชี้แนะให้เกิดการตัดสินใจได้ในลักษณะอย่างไรบ้าง

•Clearly

ความชัดเจน : การเลือกใช้คำหรือข้อความที่เข้าใจง่าย ๆ ข้อความไม่คลุมเครือ

•Context

ความเหมาะสมกับโอกาส : การเลือกใช้ภาษาและใช้สิ่งที่ส่งสารเหมาะสม

•Channel

ช่องทางการส่งสาร : การเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

•Continuity consistency

ความต่อเนื่องและแน่นอน : การสื่อสารกระทำอย่างต่อเนื่องมีความแน่นอนถูกต้อง

•Clarity of audience

ความสามารถของผู้รับสาร : การเลือกใช้วิธีการส่งสารซึ่งมั่นใจว่าผู้รับสารจะสามารถรับสารได้ง่ายและสะดวกโดยคำนึงถึงความรู้ เจตคติ อุปนิสัย ทักษะการใช้ภาษา สังคมวัฒนธรรมของผู้รับสารเป็นสำคัญ


วิธีที่สัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง

- ศึกษาและพยายามทำตนให้เข้าใจกับผู้ปกครอง

- พยายามเรียนรู้ความต้องการของเขา และหาแนวทางตอบสนองตามความเหมาะสม

- พูดคุย พบปะกับผู้ปกครองในโอกาสต่างๆ

- หาโอกาสไปร่วมงานพิธีทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครอง

- ทำตนให้กลมกลืนกับผู้ปกครอง

- มีท่าทีเป็นมิตรอยู่เสมอ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองร่วมกิจกรรม

 สรุป 

     การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพนับเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้งานการให้ความรู้ผู้ปกครองประสบผลสำเร็จ ผู้ที่เป็นครูจะต้องทำความเข้าใจเรื่องการสื่อสารให้กระจ่างชัดเจน ประกอบกับการศึกษาธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครอง พฤติกรรมการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้ทำการให้ความรู้ให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองได้ดีมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความศรัทธา เชื่อมั่นและมีความอบอุ่นว่าสถานศึกษาจะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง บ้านโรงเรียน ชุมชนและสังคมเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็กร่วมกัน


👉👉 คำถามท้ายบท 👈👈


1) จงอธิบายความหมายและความสำคัญของการสื่อสารมาโดยสังเขป

ตอบ  การสื่อสาร คือ กระบวน การส่งข่าวสาร ข้อมูลจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสารมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมา
ความสำคัญ
1.ทำให้รับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม
2.ทำให้เกิดคามเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย
3.ทำให้สร้างมิตรภาพที่อบอุ่น
4.ทำให้เกิดภาพแห่งความพึงพอใจ
5.ช่วยในการพัฒนาอัตมโนทัศน์ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองก่อให้เกิดความพอใจในชีวิต

2) การสื่อสารมีความสำคัญกับผู้ปกครองอย่างไร 

ตอบ  1.เพื่อแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราวความรู้สึกนึกคิด ความรู้หรือสิ่งอื่นใดที่ต้องการให้ผู้รับสารรู้และเข้าใจข้อมูลนั้นๆ
         2.เพื่อความบันเทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกที่ดีและมุ่งรักษามิตรภาพต่อกันเป็นการนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใด
         3.เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อชักจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้างกำลังใจเพื่อให้ผู้รับสารเกิดความคิดคล้อยตาม

3) รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการให้ความรู้ผู้ปกครอง ควรเป็นรูปแบบใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง 

ตอบ  รูปแบบการสื่อสารของลาล์สเวล คือ ผู้ส่งสารส่งสารไปให้ผู้รับสาร เช่น ครูแจ้งข่าวสารกับผู้ปกครองว่าต้องการให้เด็กเอาของใช้ในบ้านมาคนละ 1 อย่างผ่านป้ายประกาศหน้าห้อง

4) ธรรมชาติและการเรียนรู้ของผู้ปกครองควรมีลักษณะอย่างไร 

ตอบ เรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศที่เป็นวิชาการน้อยที่สุดควรได้รับความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทีละขั้นตอน เรียนรู้ได้ดีจากการฝึกปฏิบัติ
5) ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก ประกอบด้วยปัจจัยด้านใดบ้าง 

ตอบ  ความพร้อม ความต้องการ อารมณ์และการปรับตัว  การจูงใจ การเสริมแรง   ทัศนคติและความสนใจ  ความถนัด

การประเมินการเรียนการสอน

ประเมินตนเอง 
     - เข้าเรียนตรงต่อเวลา
     - แต่งกายเรียบร้อย


ประเมินเพื่อน
     - แต่งกายเรียบร้อย เข้าเรียนตรงต่อเวลา
     - ตั้งใจฟังอาจารย์กันเป็นอย่างดี


ประเมินอาจารย์ 
     - อาจารย์แต่งกายสุภาพ
     - อธิบายในแต่ละหัวข้อการเรียนได้เข้าใจง่าย



วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทึกครั้งที่ 3

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3 

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562 

เวลา 08.30 - 11.30 น.

🍒 ความรู้ที่ได้รับ


หลักเบื้องต้นในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา

Educational Networking การสร้างเครือข่ายทางการศึกษา 
Understanding การสร้างความเข้าใจ 
Behavior change การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 
Parental Involvement การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง 
Role of parent บทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง 
Parent education model รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครอง 
Formal education การให้ความรู้แบบเป็นทางการ
Informal education การให้ความรู้แบบไม่เป็นทางการ

ความหมายของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง

Linda Bierstecker, 1992 กล่าวว่า การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง (parenteducation) หมายถึง การให้ผู้ปกครองได้เข้าใจว่าเด็กได้ทำกิจกรรมอะไรที่โรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็ก เพื่อให้ผู้ปกครองได้เข้าใจวิธีการที่จะช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้

วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2544) ได้ให้ความหมายของการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองว่า หมายถึง การให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างทัศนคติที่ถูกต้อง ตลอดจนมีบทบาทหน้าที่ในการใช้สื่อต่าง ๆ เพื่อการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย

ธีรภัทร์ เจริญดี (2542) ได้ให้ความหมายของการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองว่า หมายถึง การจัดการศึกษาที่จะช่วยให้ผู้ปกครองมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเด็ก วิธีการอบรมเลี้ยงดู แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ตลอดจนการดำเนินชีวิตครอบครัว ในวิถีทางที่ถูกต้องและเหมาะสม

     สรุปได้ว่า การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง หมายถึง การให้ความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เพราะเด็กอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันครอบครัว การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองถือเป็นกระบวนการทางสังคม ซึ่งสังคมมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลภายในสังคมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคม ทั้งในและนอกระบบ การให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองจึงเป็นการช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นพ่อแม่ให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีการในการดูแล อบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาแก่เด็ก เพื่อให้เด็กเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า เพื่อการพัฒนาตนต่อไปในอนาคต

ความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง

Verna, 1972 กล่าวว่า การให้ความรู้ผู้ปกครอง จะช่วยให้ผู้ปกครองเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการศึกษาซึ่งกันและกัน อันจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งต่อกัน ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กเกิดความสับสน

Galen, 1991 กล่าวว่า การให้ความรู้ผู้ปกครอง จะช่วยให้ผู้ปกครองได้รับข้อมูลที่ดีในการเลี้ยงดู และการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษาของผู้ปกครองจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จได้

วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2544 ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองว่า ผู้ปกครองนับเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเพราะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับเด็กมากจะทำให้ทราบพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ความต้องการด้านอาหาร ความต้องการด้านความรักและความอบอุ่น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้ปกครองเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ

สรุปความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง 

1. เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก

2. เป็นการให้ผู้ปกครองได้เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการศึกษาของเด็ก

3. ทำให้ลดความขัดแย้งในการดำเนินงานทางการศึกษา ช่วยให้การศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

4. เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาของเด็ก

5. ช่วยทำให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแรง

วัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง

Linda Bierstecker, 1992 ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองไว้ ดังนี้

1. เพื่อให้ผู้ปกครองได้เข้าใจวิธีดูแลเด็กและการจัดกิจกรรมของโรงเรียน

2. เพื่อให้ผู้ปกครองและครูประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาเด็กร่วมกัน

3. เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงความต้องการของเด็กและสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กที่บ้านได้อย่างถูก

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542) ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองว่า มีดังต่อไปนี้

1. สร้างเสริมความรู้ของผู้ปกครองเกี่ยวกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก

2. สร้างเสริมความเข้าใจในบทบาทของผู้ปกครอง และอิทธิพลของครอบครัวที่มีต่อเด็ก

3. สร้างเจตคติที่ถูกต้องในการเลี้ยงดูเด็ก

4. สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองในการดูแลเด็ก

5. สร้างความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก

สรุปวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครอง

1. เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็ก

2. เพื่อให้ความรู้และวิธีการในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็ก

3. เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการศึกษาของเด็กที่โรงเรียนเพื่อให้ที่บ้านเข้าใจตรงกัน

4. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปกครองได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการมีส่วนร่วมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่บุตรหลาน

5. เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับรู้และเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาให้แก่บุตรหลาน

รูปแบบในการให้การศึกษาแก่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย

อรุณี หรดาล (2536 : 6) ได้อธิบายรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองไว้ ดังนี้

1. การมีส่วนร่วมที่บ้าน หมายถึง การที่ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาปฐมวัยในการให้ข้อคิดเห็นเสริมประสบการณ์และการเรียนรู้ สร้างลักษณะนิสัยที่ดี รวมทั้งการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กขณะอยู่บ้าน ซึ่งผู้ปกครองสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง หัดให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง ช่วยให้คำแนะนำเด็กเกี่ยวกับการทำงานที่ครูมอบหมาย การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นต้น

2. การมีส่วนร่วมในสถานศึกษา หมายถึง การที่ผู้ปกครองเข้าไปร่วมกิจกรรม หรือช่วยเหลืองานของสถานศึกษาปฐมวัยที่จัดขึ้น เช่น การการเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง การไปทัศนศึกษาร่วมกับสถานศึกษา การร่วมกิจกรรมในวันหยุด เป็นต้น

พัชรี สวนแก้ว (2536) ได้อธิบายรูปแบบการติดต่อระหว่างผู้ปกครองกับครูทำสองทาง คือ จากบ้านถึงโรงเรียนและจากโรงเรียนถึงบ้าน ซึ่งวิธีการที่ครูและผู้ปกครองจะติดต่อกันอาจทำได้ ดังนี้

1. การเยี่ยมเยียนโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งตอนเช้าเวลาที่ผู้ปกครองมาส่งเด็กและพบครูโดยบังเอิญอาจทำให้ครูทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กด้วย

2. การที่ครูไปเยี่ยมบ้านเด็กและผู้ปกครอง เพื่อเปิดโอกาสให้ครูทราบสภาพครอบครัว สร้างความคุ้นเคยกับผู้ปกครองและเด็ก

3. การที่ผู้ปกครองมาเยี่ยมโรงเรียน ซึ่งควรทำตอนที่นำเด็กมาฝากใหม่ ๆ เพราะเด็กยังไม่คุ้นเคยกับโรงเรียน

4. การจัดให้มีการอภิปรายกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

5. การเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน 6. การสนทนาทางโทรศัพท์ เพราะการปรึกษาทางโทรศัพท์สามารถชดเชยการเยี่ยมเยียนได้

การจัดการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษา การให้ความรู้ผู้ปกครอง จึงมีความสำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินงาน เพื่อจัดรูปแบบในการให้ความรู้เพื่อเข้าถึงเป้าหมาย รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองสามารถกระทำได้ด้วยวิธีการดังนี้ 

- การให้ความรู้แบบทางการ (formal) เช่น การบรรยาย การอภิปราย การโต้วาที ฯลฯ 

- การให้ความรู้แบบไม่เป็นทางการ (informal) เช่น การระดมสมอง การประชุมโต๊ะกลม การประชุมกลุ่มย่อย

การประยุกต์ใช้

     จากการนำไปประยุกต์ใช้ คือ แนวทางในการทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความรู้ผู้ปกครองเพื่อที่จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้ตรงต่อความต้องการและความเหมาะสมของผู้รับสาร เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองในครั้งต่อ ๆ ไป


ตอบคำถามท้ายบท


1) การจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองมีความสำคัญอย่างไร จงอธิบาย

ตอบ เพื่อให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก และเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการพัฒนาเด็ก รวมถึงให้การดำเนินงานทางการศึกษาระหว่างบ้านและโรงเรียนไปในทิศทางเดียวกัน

2) ในสถานศึกษาปฐมวัยสามารถดำเนินกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองในลักษณะหรือรูปแบบใดบ้าง จงอธิบาย และยกตัวอย่างของกิจกรรม

ตอบ  1) รูปแบบการใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้ เช่น การไปเยี่ยมบ้าน ซักถามความเป็นอยู่ของเด็ก
2) รูปแบบการใช้โรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้ เช่น การจัดนิทรรศการให้ความรู้ในเรื่องต่างๆแก่ผู้ปกครอง
3) รูปแบบการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ เช่น การการเผยแพร่ความรู้บนเฟซบุ๊ก

3) นักศึกษามีแนวคิดอย่างในการใช้บ้านเป็นฐานของการให้ความรู้ผู้ปกครอง

ตอบ  เข้าถึงผู้ปกครองได้ง่าย ทำให้ผู้ปกครองอยากที่จะมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียน

4) องค์ความรู้ที่จำเป็นในการให้ความรู้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง

ตอบ เรื่องการอบรม เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย  เรื่องที่ส่งผลกระทบกับเด็ก  เรื่องพัฒนาการเด็ก




การประเมินการเรียนการสอน

ประเมินตนเอง 
     - เข้าเรียนตรงต่อเวลา
     - แต่งกายเรียบร้อย


ประเมินเพื่อน
     - แต่งกายเรียบร้อย เข้าเรียนตรงต่อเวลา
     - ตั้งใจฟังอาจารย์กันเป็นอย่างดี


ประเมินอาจารย์ 
     - อาจารย์แต่งกายสุภาพ
     - อธิบายในแต่ละหัวข้อการเรียนได้เข้าใจง่าย








วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทึกครั้งที่ 2


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2
วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2562
เวลา 08.30-11.30 น.



🍒 ความรู้ที่ได้รับ

         💜 การให้คำปรึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย 💜

👉คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา👈

Parent พ่อแม่ ผู้ปกครอง 
Education การศึกษา 
Early Childhood เด็กปฐมวัย 
Parent Education for Early Childhood การให้การศึกษาผู้ปกครองเด็กปฐมวัย 
Is a good example of children การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก 
Attentiveness ความใจใส่ 
Intimacy ความใกล้ชิด 
Family relationship สายสัมพันธ์ในครอบครัว 
Accept emotions and feelings of children ยอมรับอารมณ์และความรู้สึกของลูก



          การพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์นั้นควรได้รับการดูแล ถ่ายทอดความคิด วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และค่านิยมที่ดีงามจากผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญและใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์สมบูรณ์แบบ ควรเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ อาจกล่าวได้ว่าบุคคลแรกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์คือ พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง

👉ความหมายของผู้ปกครอง

          ผู้ปกครองเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด ได้มีผู้ให้ความหมายของผู้ปกครองไว้ดังนี้ 

Summers Della,1998 กล่าวว่า ผู้ปกครอง หมายถึง พ่อหรือแม่ของบุคคล 

Encyclopedia,2000 อธิบายไว้ว่า ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นพ่อหรือผู้ที่เป็นแม่ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ 
         1. ผู้ปกครองโดยสายเลือด
         2. ผู้ปกครองโดยสังคม

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542 : 3) กล่าวถึงผู้ปกครองว่า ผู้ปกครองมีความหมายกับเด็กมากกว่าเป็นผู้เลี้ยงดู โดยหน้าที่ของผู้ปกครองนั้นจะครอบคลุมถึงการอบรม สั่งสอนและพัฒนาเด็กด้วย ซึ่งได้จำแนกผู้ปกครองไว้ 5 ประเภท คือ 
         1. ผู้ปกครองตามกฎหมาย พ่อ แม่ จัดเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย ต้องเลี้ยงดูลูก จนโต บรรลุนิติภาวะ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ประกอบอาชีพได้ บางครั้งเราจะพบว่า ผู้ปกครองไทยให้การดูแลเด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่จนถึงตายก็มี 
         2. ผู้ปกครองโดยกฎหมาย หมายถึง ผู้ร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย เพื่อเป็นผู้ปกครอง เช่น ผู้ที่ขอเด็กมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมมีความพร้อมและตั้งใจที่จะดูแลเด็กอย่างแท้จริง 
         3. ผู้ปกครองอุปถัมภ์ เป็นผู้ปกครองชั่วคราวที่รับเลี้ยงดูด้วยความรู้สึกเมตตา สงสาร อยากช่วยเหลือ เช่น ผู้ปกครองในสถานสงเคราะห์ ลักษณะของความผูกพันเป็นแบบผิวเผิน สิ่งที่เด็กได้จากผู้ปกครองอุปถัมภ์คือกำลังใจ
         4. ผู้ปกครองทางชีวภาพ เป็นผู้ปกครองที่เกิดขึ้นในยุคของเทคโนโลยีการผสมพันธุ์ในหลอดแก้ว ผู้ปกครองประเภทนี้มี 2 ประเภท คือ แบบแรกเป็นเจ้าของยีนส์ อีกแบบเป็นแบบ ฝากครรภ์ ทั้งสอบแบบมีความผูกพันทางพันธุกรรมสูง แต่การเลี้ยงดูอยู่กับผู้ทำหน้าที่ผู้ปกครอง ความสัมพันธ์กับเด็กมีลักษณะเช่นเดียวกับผู้ปกครองทั่วไป
        5. ผู้ปกครองโดยบังเอิญ พบได้ในกรณีเด็กหลง แล้วต้องรับเลี้ยง พ่อแม่เด็กตาย เด็กถูกนำมาฝากเลี้ยง ความเกี่ยวข้องผูกพันระหว่างเด็กและผู้ปกครองน้อยมาก

ราชบัณฑิตยสถาน. (2546 : 739) หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ปกครอง ดูแล หรือผู้ปกครองอาจหมายถึงพ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา คนรู้จัก หรือคนที่ไม่รู้จักก็ได้ ถ้าคนที่กล่าวมานี้ทำหน้าที่ดูแลชีวิตพื้นฐาน นำแนวทาง ช่วยเหลือและแนะแนวแก่เด็ก ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นผู้ปกครองจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด 

กัลยา นิ่มจิตต์ (2545 : 26) กล่าวว่า ผู้ปกครอง หมายถึง พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง รวมถึงผู้ที่รู้จักและไม่รู้จักที่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ให้ความรัก และความเอาใจใส่ ห่วงใยตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก 

          สรุปได้ว่า ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่ให้การอบรมเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ในการดูแลให้ความรักและความเอาใจใส่ห่วงใยตลอดจนให้การศึกษาแก่เด็ก 


👉ความสำคัญของผู้ปกครอง

Lee Center and Marlene Center,1992 ได้กล่าวไว้ว่า ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุดต่อชีวิตของเด็ก ความรักและความอบอุ่นจากผู้ปกครองเป็นความต้องการของเด็กทุกคน ผู้ปกครองจึงเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของเด็ก

Pestalozzi ได้กล่าวถึง ความสำคัญของพ่อแม่ ผู้ปกครองว่า ความรักของพ่อแม่เป็นพลังสำคัญในการเจริญเติบโตของเด็ก ความรักที่ประกอบด้วยเหตุผลและความมุ่งมั่นที่จะปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้แก่เด็กเป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง ความรักที่บริสุทธิ์และความสัมพันธ์ที่อบอุ่นกลมเกลียวกันในครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเด็กในการพัฒนาความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตที่สมบูรณ์มั่นคงต่อไป

ฉันทนา ภาคบงกช (2531) กล่าวว่า ผู้ปกครองเป็นบุคคลที่สำคัญในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดสามารถที่จะตองสนองความต้องการพื้นฐานของเด็ก ได้แก่ ความต้องการในการดำรงชีวิต ความต้องการความรักความอบอุ่น นอกจากนี้เด็กยังได้อิทธิพลจากสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว เด็กจะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูจากบ้านเป็นสำคัญ คุณภาพของเด็กมีผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ (2543 : 1) กล่าวว่า ความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยนั้น พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก ควรตระหนักถึงความสำคัญ และเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาสมองของเด็กในวัยนี้ให้เจริญเติบโต และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ เพื่ออนาคตของเด็กและประเทศชาติต่อไป

          สรุปได้ว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้ที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจเป็นผู้ที่เด็กมอบความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ สังคมและสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาบุคลิกภาพในอนาคต ผู้ปกครองจึงเป็นผู้นำที่จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่เหมาะสมเพื่อการก้าวสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นคงและมีความพร้อมในทุกด้าน จึงถือว่าผู้ปกครองเป็นผู้เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ความอบอุ่น อบรมเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ด้วยความรักความเข้าใจให้แก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัยเป็นรากฐานอนาคตของสังคมให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรง
          จากความสำคัญของผู้ปกครองดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้ปกครองมีความสำคัญซึ่งมีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้ที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจเป็นผู้ที่เด็กมอบความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผู้ปกครองจึงเป็นผู้นำที่จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่เหมาะสม เพื่อการก้าวสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นคงและมีความพร้อมในทุกด้าน จึงถือว่าผู้ปกครองเป็นผู้เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้วยความรัก ความเข้าใจให้แก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัยเป็นรากฐานอนาคตของสังคมให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรง

👉บทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครอง

          พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้สนับสนุนและวางรากฐานอันสำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ภาวะแห่งความรับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดูและสายใยแห่งความผูกพันระหว่างพ่อแม่ ลูก เป็นพันธะที่จะต้องมีการดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ การให้เด็กได้เจริญเติบโตสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเอง สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุข

Christine Ward, 1998 ได้กล่าวถึง บทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองว่า ผู้ปกครองเป็นผู้ที่ทำหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการและทักษะการเรียนรู้ให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิด เมื่อเด็กไปโรงเรียน ผู้ปกครองก็จะต้องเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการดูแลเด็กร่วมกับโรงเรียนในด้านการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัติหน้าที่ดูแลเด็ก การจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับโรงเรียน

วราภรณ์ รักวิจัย (2533 : 15) กล่าวว่า ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดี ตามหน้าที่ของพ่อแม่และผู้ปกครองที่ดี ซึ่งนอกจากจะให้การอบรมเลี้ยงดูแล้ว ต้องให้ทั้งความรัก ความเอาใจใส่ จัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาในทุก ๆ ด้านเพื่อเด็กจะเติบโตและสามารถเผชิญความเปลี่ยนแปลงของสังคม สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งบทบาทของผู้ปกครอง มีดังนี้
     1. ให้การอบรมเลี้ยงดูและให้ปัจจัย 4
     2. ให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน
     3. ฝึกอบรมให้เด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
     4. ถ่ายทอดขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมตอดจนบทบาทหน้าที่ในครอบครัวให้แก่เด็ก
     5. ช่วยแก้ปัญหาและอบรมสร้างวินัยอันดีให้แก่เด็ก
     6. จัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาในทุกด้าน
     7. เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก
     8. ปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็ก

อารี สันหฉวี (2536) ได้เสนอบทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการฝึกเด็กให้ขยัน ฉลาด และเป็นคนดี

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542) กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของผู้ปกครองคือ ต้องตระหนักถึงธรรมชาติของเด็กที่มีความเฉพาะที่ต้องเข้าถึงเด็ก มีร่างกาย มีจิตใจ มีการพัฒนา มิใช้แต่ตัวเด็กเองแต่เป็นทั้งเพื่อครอบครัวและสังคม ดังนั้นหลักการเลี้ยงเด็กจึงมี 3 ประการ ดังนี้
     1. หลักการทางจิตวิทยา
     2. หลักการทางพัฒนาการ
     3. หลักการทางวุฒิภาวะ

กรมวิชาการ (2545) ได้กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองไว้ดังนี้
     1. เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก
     2. ให้ความรักและความเข้าใจ
     3. เรียนรู้ร่วมกับเด็ก
     4. ยอมรับอารมณ์และความรู้สึกของลูก
     5. ไม่ปิดกั้นความรู้สึกของลูก
     6. ฝึกให้ลูกรู้จักการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
     7. ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์


👉บทบาทและหน้าที่ด้านการอบรมเลี้ยงดู

บทบาทของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็กมี 4 ประการ คือ
     1. เลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโต โดยการตอบสนองความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจ
     2. อบรมระเบียบวินัยทางสังคม ตลอดจนกิริยามารยาทต่าง ๆ
     3. ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา เพื่อให้มีความพร้อมทางด้านการเรียนต่อไป
     4. ส่งเสริมความสนใจของเด็กโดยการจัดสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็กให้เหมาะสม เช่น หนังสือนิทาน อุปกรณ์ในการเล่น การพาไปทัศนศึกษา


👉บทบาทและหน้าที่ด้านการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้

การศึกษา ทำความเข้าใจและแสวงหาประสบการณ์ว่าเด็กในแต่ละวันมีพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างไร พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้ลูกได้อย่างถูกวิธี ดังนี้
     1. ช่วยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับกิจกรรมที่โรงเรียน
     2. ส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงให้มาก
     3. สนทนาให้ความเป็นกันเองกับเด็ก ป้อนคำถามให้เด็กได้คิดหาคำตอบ
     4. ชมเชยเมื่อเด็กทำความดี ทำได้ถูกต้อง ในขณะที่ทำผิดก็ต้องชี้แจงให้เด็กเข้าใจให้ถูกต้องก่อนที่เด็กจะจำวิธีการผิดๆ ไปใช้
     5. ให้เด็กมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ช่วยเหลืองานในบ้านที่เหมาะสมกับวัย
     6. ให้อิสระแก่เด็กบ้างในบางโอกาส
     7. สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดปัญญา
     8. คอยติดตามการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของเด็ก โดยไม่เข้มงวดกวดขันจนเกินไป
     9. ติดต่อกับครูของเด็กเพื่อรับทราบปัญหาและให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้

👉บทบาทและหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษา

การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มนุษย์กับการศึกษาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันตลอดชีวิต พ่อแม่ ผู้ปกครองถือเป็นบุคคลแรกที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพให้แก่เด็กในแนวทางที่เหมาะสมและช่วยส่งเสริมการศึกษาให้แก่เด็กดังนี้
     1. ความอุทิศตน ในการมีเวลาให้กับลูกอย่างเต็มที่
     2. มีจุดมุ่งหมายสูงส่งเพื่อลูก
     3. ช่างสังเกตถี่ถ้วน
     4. ใช้สามัญสำนึกในการเลี้ยงลูก
     5. ปลูกฝังวินัย ความเป็นไทย

👉สรุปบทบาทหน้าที่ของผู้ปกครอง 10 ประการ

     1. ให้ความรักและสายสัมพันธ์ในครอบครัว
     2. ให้ความเอาใจใส่และเอื้ออาทรต่อลูก
     3. ทำตนให้เป็นแบบที่ดีแก่ลูก
     4. ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ในสังคมเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
     5. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เป็นไปตามวัย
     6. ให้หลักธรรมในการพัฒนาเด็กด้วยหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
     7. ส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
     8. ศึกษาการเจริญเติบโตของเด็ก
     9. เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ 
     10. สนับสนุนเตรียมความพร้อมก่อนสู่สังคม

          บทสรุป   ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ที่เป็นบิดา มารดา หรือบุคคลอื่นซึ่งทำหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูเพื่อให้เด็กมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคมและสติปัญญา สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีความสุข บทบาทและหน้าที่ของผู้ที่เป็นผู้ปกครองเด็กปฐมวัยถือเป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างรากฐานของชีวิตในอนาคตกับเด็ก ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กได้แก่ การอบรมเลี้ยงดูการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ และการส่งเสริมการศึกษา การที่ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทและหน้าที่ของตนเองในการพัฒนาเด็ก ย่อมเป็นการทำให้ผู้ปกครองจำเป็นต้องแสวงหาองค์ความรู้ที่จำเป็นเพื่อนำมาปฏิบัติใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กในด้านต่างๆ 


คำถามท้ายบท

1. ในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักศึกษาคิดว่าบทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองที่มีต่อเด็กปฐมวัยมีอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ  ผู้ปกครองมีหน้าที่ในการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กปฐมวัยควรชี้แนวทางในการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม ควรเลี้ยงลูกด้วยตนเองไม่ควรให้ลูกใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ทั้งนี้ผู้ปกครองควรดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ

2. จงอธิบายวิธี แนวทางที่ผู้ปกครองสามารถใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคมและสติปัญญาให้แก่เด็กปฐมวัย

ตอบ  หากิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อเป็นการส่งเสริมเด็กในด้านต่างๆมากมาย ให้ความรัก ดูแลเอาใจใส่แก่เด็ก

3. การฝึกให้เด็กเป็นคนดี คนขยันและฉลาด ผู้ปกครองควรปฏิบัติอย่างไร

ตอบ ฝึกให้เด็กได้ช่วยเหลืองานบ้าน แม้ว่าจะทำได้ไม่ดีแต่อย่างน้อยเด็กก็ได้ลงมือทำ คอยถามคำถามกับเด็กและตั้งใจรับฟังคำตอบของเด็กอย่างตั้งใจ และการเล่านิทานจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเด็กให้เกิดความคิดสร้างสรรค์แล้วยังช่วยพัฒนาทางด้านภาษาอีกด้วย


4. ปัญหาที่เป็นอุปสรรค์ของผู้ปกครองที่มีผลกระทบต่อเด็กปฐมวัย คือปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องใด จงอธิบาย

ตอบ  พ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่มีเวลาให้เด็ก ปล่อยให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยง จึงอาจทำให้เด็กมีปัญหาในภายหลัง




วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทึกครั้งที่ 1

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1
วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2562
เวลา 08.30-11.30 น.


ความรู้ที่ได้รับ

     วันนี้เป็นการเรียนครั้งแรก อาจารย์ก็ได้อธิบายรายวิชาว่าในรายวิชานี้มีเนื้อหาการเรียนการสอนเป็นอย่างไร และบอกว่าเทอมนี้เรามีงานอะไรที่ต้องทำบ้างทั้งงานกลุ่มและงานเดี่ยว และให้ไปเตรียมตัวให้พร้อมกับการที่จะออกไปทำโครงการในรายวิชานี้ หลังจากอธิบายเสร็จ อาจารย์ก็ให้ทำ Quizzi

การประเมินการเรียนการสอน

ประเมินตนเอง:เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพถูกระเบียบ ตั้งใจฟังอาจารย์
ประเมินเพื่อน : มาเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพ ให้ความร่วมมือกับอาจารย์เป็นอย่างดี
ประเมินอาจารย์ : แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา อธิบายรายละเอียดต่างๆเข้าใจง่าย